กระจกบานที่แตก

เรื่อง “กระจกบานที่แตก” ได้เล่าครั้งแรกเมื่อประมาณเกือบ 170 ปีที่แล้วในหนังสือของท่านเฟรดเดอร์ริก บาสเตียท ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมาย และนักเขียน ท่านนี้ถือว่าเป็นปราชญ์คนหนึ่งในยุดนั้นก็ว่าได้ ประเด็นสำคัญก็คือ “กระจกบานที่แตก” ได้กลายเป็นเรื่องเปรียบเปรยมาตลอดเกือบสามช่วงอายุคน ให้คนที่เรียนเศรษฐศาสตร์พยายามคิดและมองให้เห็นภาพผลเสียที่ตามมาในระยะยาว จากนโยบายของรัฐในการสร้างความพึงพอใจให้กับผู้คนกลุ่มต่างๆ มากกว่าผลได้ในระยะสั้นที่มักเห็นได้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการดัดแปลงไปบ้างแต่ก็ยังคงแก่นไว้เหมือนเดิม ย่อๆ มีดังต่อไปนี้

เหตุการณ์ได้เกิดขึ้น เมื่อเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งได้ขว้างหินทะลุกระจกเข้าไปในร้านขายเค้กแห่งหนึ่ง เมื่อคนเฝ้าร้านรีบออกมาดู ก็ไม่พบใครเสียแล้ว ชาวบ้านแห่มามุงดูกัน หนึ่งในนั้นก็มีช่างกระจกอยู่ด้วย ที่เป็นเจ้าของร้าน และมีลูกจ้างล้วนเป็นคนดีและเครือญาติกันทั้งนั้น หลังจากเห็นเหตุการณ์แล้วผู้คนที่มามุง ก็หันมาทางช่างกระจก แล้วพูดว่า คงเป็นโชคของช่างกระจกที่จะได้งานซ่อมอย่างแน่นอน ซึ่งช่างกระจกเองก็คิดอย่างนั้นในใจเช่นกัน ผู้คนแทนที่จะรู้สึกเศร้าไปกับเจ้าของร้านเค้ก กลับรู้สึกพึงพอใจที่ช่างกระจกจะได้งาน เพราะก่อนหน้านี้ธุรกิจอื่นดีหมดยกเว้นธุรกิจร้านกระจก ที่อยู่ในภาวะลุ่มๆดอนๆมาตลอด

ผู้คนต่างพอใจคิดว่า กระจกร้านเค้กแตกคราวนี้น่าจะเป็นการสร้างงานให้กับร้านกระจกก็ว่าได้ เพราะว่าไปแล้ว ถ้าวิเคราะห์ในแง่ตัวละครสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งจะได้งาน อีกฝ่ายหนึ่งก็ได้คนมาซ่อมกระจกให้ แต่ลืมคิดในแง่ถ้าเราเป็นเจ้าของเงินที่ต้องจ่ายค่าซ่อมกระจก หรือเป็นเจ้าของร้านเค้กที่ต้องจ่ายเงินของเขาเองล่ะ สิ่งที่ขาดไปก็คือ ผู้คนมักจะไม่คิดว่า ถ้ากระจกไม่แตกแล้ว เจ้าของร้านเค้กจะเอาเงินค่าซ่อมไปทำอะไร เดิมทีเจ้าของร้านเค้กตั้งใจนำเงินไปตัดสูทใหม่เป็นรางวัลให้ตัวเอง เมื่อเกิดเหตุการณ์เสียหายขึ้นก็ต้องนำเงินส่วนนี้มาซ่อมกระจก มีใครคิดบ้างไหมว่าเงินส่วนนี้ ก็อาจนำไปเพิ่มงานให้กับคนตัดสูท แล้วเจ้าของร้านเค้กก็ได้สูทเพิ่มขึ้น ได้ทั้งสองฝ่าย ขณะที่การซ่อมกระจกเป็นแค่ทดแทนส่วนที่เสียหายไปเท่านั้น มันไม่ได้ช่วยให้เจ้าของร้านเค้กได้อะไรเพิ่มเลย เสียเงินที่ไม่น่าเสียด้วยซ้ำ

สิ่งทื่ท่านเฟรดเดอร์ริก บาสเตียท ให้เราคิดและมองเห็นภาพก็คือ การใช้จ่ายเงินของรัฐที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งได้รับความพึงพอใจ ด้วยการไม่คิดถึงต้นทุนที่ต้องเสียไปและผลเสียที่จะตามมาในระยะยาว การจ่ายเงินของรัฐไม่ได้เป็นการสร้างงานใหม่ เป็นแค่ผลได้ระยะสั้นเหมือนกับการซ่อมกระจกบานที่แตกเท่านั้น ยังมีทางเลือกอื่นๆอีกที่รอเงินเหล่านี้ไปสร้างโอกาสให้มีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น สร้างระบบขนส่งดีๆ ลงทุนในระบบการศึกษาอบรมดีๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนมีงานทำดีๆและรายได้ดีๆในระยะยาว

โมเดลเศรษฐกิจแบบกระจายและยั่งยืน

การเกิดปรากฏการณ์ “ไล่ตามกันทัน” ที่ทำให้ระดับรายได้ต่อหัวของประเทศตนเองไล่ทันกับประเทศที่เคยอยู่นำหน้าตัวเอง นั้นคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แม้ว่าประเทศต่างๆจะมีลักษณะทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ก็มีเป้าหมายในเชิงการเมืองที่มุ่งไปยังอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระจายอย่างเท่าเทียมกันและอย่างยั่งยืน จึงทำให้ประเทศเหล่านั้นใช้โมเดลเศรษฐกิจที่มีลักษณะเหมือนกับประเทศที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนหน้าแล้ว
ศาสตราจารย์ ไมเคิล สเปนส์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้สรุปลักษณะร่วมของโมเดลเศรษฐกิจของเหล่าประเทศที่มีประสบความสำเร็จไว้ในหนังสือ “The Next Convergence: the future of economic growth in a multispeed world” ไว้พอสมควร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความพยายามถึงสามระดับ จึงจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีอัตราเติบโตอย่างกระจายและยั่งยืน ได้แก่

ภาพนิ่ง 1

ระดับแรก : เศรษฐกิจเติบโตตาม คือทำให้เศรษฐกิจเติบโตตามแรงหมุนของอุปสงค์ภายในและภายนอกประเทศ แต่ต้องหันมาเชื่อมั่นในกลไกตลาดให้เป็นผู้จัดสรรทรัพยากร และสร้างแรงจูงใจในการปรับปรุงผลิตภาพการผลิตในทุกภาคส่วน และคอยแก้ไขเฉพาะส่วนที่ทำให้ระบบตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ แทนการเข้าแทรกแซงกลไกตลาดในรูปต่างๆด้วยมือที่มองเห็นของรัฐ
ดังนั้น จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นต้องเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ดูตัวอย่างประเทศจีนเอง ก็ยังหันมาปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจ และพยายามลดบทบาทการแทรกแซงระบบตลาดไปเรื่อยๆ ขณะที่ประเทศประชาธิปไตยรัฐบาลกลับเข้าแทรกแซงทำให้ระบบตลาดไม่สมบูรณ์ ซึ่งท้ายที่สุดก็มักจะไม่มีความมั่งคงทางการเมืองตามมา
ระดับที่สอง : เศรษฐกิจเติบโตกระจาย คือ บทบาทรัฐหันมาทำให้เศรษฐกิจเติบโตกระจายไปพื้นที่ต่างๆให้มากที่สุดแทนการอุ้มชูอุตสาหกรรมและอาชีพ ได้แก่
- เน้นการลงทุนที่มีลักษณะเป็นสินค้าบริการสาธารณะ อาทิ กระจายโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด ปรับปรุงระบบการศึกษาให้เป็นแบบคิดเป็น (cognitive) และลดความได้เปรียบเสียเปรียบทางภาษาต่างประเทศ นอกจากนี้ มีการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ล่วงหน้าให้ภาคเอกชน การลงทุนของภาครัฐเหล่านี้จะช่วยทำให้เกิดตัวทวีคูณของรายได้ และกระจายรายได้ได้ดีไปล่วงหน้าหลายปี
- เน้นการกระจายการเติบโตของเมืองและอำนาจการบริหารสู่ภูมิภาค แทนการกระจุกตัวในเมืองหลวง เพื่อเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภาคชนบทให้มากขึ้น
- เน้นการปกป้องรักษาความปลอดภัยและสุขภาพของคน แทนการคุ้มครองอุตสาหกรรมเฉพาะและกีดกันอาชีพ
- เพิ่มผลิตภาพแรงงานภาคเกษตร ต้องหาวิธีใช้ทรัพยากรมนุษย์ในภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากยังมีแรงงานในภาคการผลิตนี้อีกมากที่มีรายได้ต่ำ การอุดหนุนควรเป็นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตมากกว่าแทรกแซงกลไกตลาด
ระดับที่สาม : เศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน คือพยายามรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจ และต้องปรับโครงสร้างทางด้านการเมืองให้สอดคล้อง ได้แก่
- รักษาความสมดุลของการออมและการลงทุนทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยการลงทุนของภาคเอกชนควรสมดุลกับการออมภายใน ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการนำเข้ามากจนทำให้เกิดการขาดดุลทางการค้า รวมทั้งมีการปรับปรุงผลิตภาพการผลิตให้สูงขึ้น เพื่อให้รองรับความสามารถในการแข่งขัน และรองรับแรงงานภาคเกษตรได้อย่างเสถียร ขณะที่ภาครัฐไม่ควรขาดดุลงบประมาณจากรายจ่ายดำเนินงานหรือโครงการแทรกแซงตลาด จนกลายเป็นภาระในอนาคต
- ปรับโครงสร้างสถาบันทางการเมือง เช่น ระบบรัฐภิบาล (Governance) การเลือกและแข่งขันผู้นำการเมือง โดยผู้นำการเมืองต้องมีวิสัยทัศน์ และสามารถสร้างฉันทามติร่วมกัน เพื่อสร้างอัตลักษณ์ร่วมของคนทุกกลุ่ม
- มีกระบวนการเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งและความเสมอภาพทางกฎหมายอย่างทั่วถึง การกระจายอำนาจเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ต่างๆมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอนาคตของตัวเอง การวางแผนจากศูนย์กลางไม่ได้ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและการเจริญเติบโต ที่สำคัญไม่ควรเลือกการบังคับใช้กฎหมาย ควรเน้นหลักการและความเสมอภาคในทุกพื้นที่และทุกชนชั้น

ข้อหลังๆนี้ยากมาก ส่วนใหญ่เกิดจากผู้นำทางการเมืองของประเทศยอมปรับหรือหันทิศให้ประชาชนมองถึงผลประโยชน์ระยะยาวร่วมกันแทนการกินระยะสั้นจนมรดกเก่าหมดเกลี้ยง อย่างนี้ ถ้าประเทศมีประชาธิปไตยดีแล้วแถมยังมีโมเดลเศรษฐกิจแบบกระจายและยั่งยืน คงวิ่งแซงประเทศอื่นอย่างแน่นอน ระบบเศรษฐกิจคงเติบโตไล่แซงประเทศอื่นที่เคยอยู่หน้าได้อย่างสบาย….วันๆหนึ่งคงไม่ต้องมานั่งกลัวถูกแทรกอันดับอยู่นั่นล่ะ !

ปรากฏการณ์ ” ไล่ตามทัน “

ศาสตราจารย์ ไมเคิล สเปนส์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้ทำนายไว้ว่า “เราจะเห็นเศรษฐกิจจีนและอินเดียเติบโตไล่ทันประเทศพัฒนาแล้วภายในกลางศตวรรษ 21 นี้” ซึ่งเหลืออีกไม่กี่สิบปี แต่มันไม่ใช่แค่นั้น ประเทศกำลังพัฒนาหลายๆประเทศที่อยู่ในระดับรายได้ต่ำ เนื่องจากในอดีตมีปัญหาการเมืองภายในประเทศ ล้วนกำลังยกระดับตนเองไล่ขึ้นมาสู่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ระดับกลางอย่างประเทศไทย ขณะที่ประเทศในเอเชียที่อดีตนั้นเคยเป็นประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา เช่น ประเทศเกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ กลับพัฒนาประเทศหนีเราไปไกล และกำลังไล่ให้ทันประเทศที่พัฒนาแล้วแทน สิ่งนี้กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ไล่ตามกันทัน” จากล่างขึ้นบน
ปรากฏการณ์ “ไล่ตามกันทัน” นั้นเกิดจากภาษาอังกฤษคำว่า convergence หรือ catch-up growth ที่ทางด้านเศรษฐศาสตร์หมายถึง การที่ประเทศที่เคยล้าหลังและมีระดับรายได้ต่อหัวของประชากรต่ำกว่าคนชาติอื่น ได้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่เร็วกว่าประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่า และสะสมการเติบโตไปเรื่อยๆจนประชากรมีรายได้ต่อหัวใกล้กับประเทศที่เคยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าได้
รูปไล่ตามกันทัน_แก้ไข

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่เหตุและผลของปรากฏการณ์นี้
เหตุ : การเมืองของหลายประเทศได้เปลี่ยนความเชื่อเดิมหลายๆเรื่อง เรื่องหนึ่งที่สำคัญมากก็คือมโนทัศน์ต่อระบบเศรษฐกิจจากที่เคยต่อต้านระบบตลาด กลับมาเข้าใจและใช้มันได้อย่างน่าทึ่ง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจกลายเป็นตัววัดที่สำคัญของรัฐบาลไป และใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือสำหรับจัดสรรทรัพยากรและสร้างแรงจูงใจในการปรับปรุงผลิตภาพการผลิต แต่อัตราการเติบโตเศรษฐกิจกลับไม่ถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด เพราะถ้าหากเน้นเศรษฐกิจโตอย่างเดียวคงอันตราย เพราะว่าโตไปได้ไม่กี่ปีฟองสบู่ก็แตกแล้วแถมความเหลื่อมล้ำยังมากขึ้นอีก “เป้าหมายสูงสุดในเชิงการเมืองจึงเลื่อนมาอยู่ที่เติบโตอย่างไรให้กระจายอย่างเท่าเทียมกันและเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด”
¬ผล : คำถามที่สะกิดใจขึ้นมาก็คือ “ประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ระดับกลางกำลังถูกไล่ตามทันอย่างประเทศไทยจะเจอปัญหาอะไร” อุตสาหกรรมการผลิตที่อาศัยแรงงานและรับจ้างผลิตย่อมถูกไล่ตามทันจากประเทศจีน อินเดีย และประเทศอื่นๆ อย่างแน่นอน โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมของเราคงถูกท้าทายและสูญเสียความได้เปรียบมากขึ้น
ไปๆมาๆแล้ว ปัญหาการส่งออกในระยะยาวของเราอาจไม่ใช่แค่ค่าเงินแข็งอีกแล้ว แต่อาจจะกลับกลายเป็นผลอย่างหนึ่งของปรากฏการณ์ “ไล่ตามกันทัน” หรือเปล่า ยิ่งคิดอะไรไม่ออก แล้วหันมาใช้เครื่องมือเดิมๆที่ถนัดมืออย่างการแทรกแซงกลไกตลาด เช่น การแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรและกดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ก็ยิ่งทำให้ประเทศวิ่งวนอยู่กับที่ เพราะไล่ตามเงาตัวเองอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่ไล่ตามประเทศที่มีรายได้สูงกว่า

คำถามคือ “เราจะหนีจากโมเดลเศรษฐกิจอย่างเดิมๆของเรา อย่างที่ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ และเกาหลี เขาหนีกันไปแล้ว ได้อย่างไร”

เงินที่ไม่มีเจ้าของ

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วก่อนที่ประเทศต่างๆตื่นตัวและเอาจริงเอาจังกับเรื่องบรรษัทภิบาล เราอาจเคยได้ยินคำพูดกระแทกกระทั้นว่า “ผู้บริหารบริษัทมหาชนคือผู้ที่มีความสามารถในการใช้เงินคนอื่น” แต่คำพูดนี้ก็ได้จางหายไปเมื่อผู้บริหารหันมารับผิดชอบต่อเงินของผู้ถือหุ้นมากขึ้นตามบรรษัทภิบาล แต่ก็เกิดคำพูดเชิงกระแนะกระแหนใหม่เข้ามาแทนที่ว่า “ถ้าคุณมาบริหารงานบริษัทมหาชน แล้วคิดว่าไม่ต้องรับผิดชอบเงินของผู้ถือหุ้นที่คุณใช้ไป มันผิดยุคผิดสมัยแล้ว จงไปเป็นนักการเมืองดีกว่า เพราะคุณไม่ต้องรับผิดชอบกับเจ้าของเงิน”

ศาตราจารย์ มิลตัล ฟรีดแมน นักเศรษฐศาตร์รางวัลโนเบล เป็นผู้ยืนหยัดอย่างสุดโต่ง ที่เรียกร้องไม่ให้รัฐเอามือเข้าไปแทรกระบบตลาด เพราะมือที่มองเห็นของรัฐเหล่านั้นไม่มีแรงจูงใจจากการเป็นเจ้าของเงินสักเท่าไร การช่วยเหลือจากรัฐกลับกลายเป็นปัญหา ทั้งๆที่มีความตั้งใจดีช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ผลลัพธ์หรือปัญหาก็คือการสูญเปล่าและการคอรัปชั่น ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่า คนดีหรือคนไม่ดี แต่ปัญหาเป็นผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของระบบที่ไม่มีเจ้าของเงิน

การอธิบายเรื่องนี้ต้องอาศัยแมทริกส์ผู้ใช้เงินของศาตราจารย์ท่านนี้ แมทริกส์นี้ได้แสดงถึงเงินของใครใช้เพื่อใคร เริ่มจากแนวนอนจะบ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของเงิน ซึ่งแยกออกเป็นเงินของท่านเองกับเงินของคนอื่น ส่วนแนวตั้งแสดงถึง ใช้เงินเพื่อใคร ซึ่งก็แยกออกเป็นเพื่อตัวท่านเองกับเพื่อผู้อื่น ผลทำให้ได้ช่องออกมาทั้งหมด 4 ช่องในแมทริกซ์
เงินของใค..แก้ไข

ช่อง 1. ท่านใช้เงินของท่านเพื่อตัวท่านเอง กรณีนี้จะทำให้เรามีแรงจูงใจระมัดระวังโดยเฉพาะในการลงทุน เพราะถ้าการลงทุนเกิดขาดทุนขึ้นมา ก็เข้าเนื้อของเราอย่างเห็นๆ

ช่อง 2. ท่านใช้เงินของท่านเพื่อคนอื่นที่ใกล้ชิด เช่น ญาติ มิตร กรณีนี้เราก็มีแรงจูงใจที่จะใช้เงินให้คุ้มค่าอยู่ดี เช่นการซื้อของให้ผู้อื่น เราก็จะระมัดระวังว่า ผู้รับจะได้รับประโยชน์หรือเห็นคุณค่ากับของที่ซื้อให้ และคงไม่ซื้อพร่ำเพรื่อจนกระเป๋าฉีก

ช่อง 3 ท่านใช้เงินคนอื่นเพื่อตัวท่านเอง กรณีนี้เรามีแรงจูงใจที่จะใช้เงินระมัดระวังน้อยลงกว่าเงินเราเอง ตัวอย่างคือสิทธิประโยชน์ที่องค์กรให้คุณ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าเครื่องบิน และสิทธิประโยชน์อื่นๆที่ท่านได้รับ แน่นอนว่า คงเป็นเรื่องยาก ที่ทุกท่านจะใช้ความพยายามสูง ในการเลือกซื้อของให้ราคาถูก เช่น เสาะหาปั๊มน้ำมันราคาถูกสุดๆ หรือซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูกสุดๆ

ช่อง 4 ท่านใช้เงินคนอื่นเพื่อคนอื่น กรณีนี้ยังเป็นที่คลางแคลงในเรื่องความระมัดระวังการใช้เงินอย่างคุ้มค่า แต่มีความชัดเจนในเรื่องแรงจูงใจสูงในการใช้เงินคนอื่นเพื่อสร้างความชอบหรือความพอใจกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะเราคงไม่เชิญแขกไปทานอาหารข้างทางแน่ ถ้าเราเบิกค่าใช้จ่ายได้ ช่อง 4 นี้จึงเปรียบได้กับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล รัฐบาลเก็บภาษีจากประชาชนนำเงินมารวมกันแล้วเพื่อทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณคืนให้กับประชาชน แต่ความเคลือบแคลงอยู่ที่รัฐบาลใช้เงินอย่างคุ้มค่าเหมือนเงินตนเองหรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ เมื่อไรรัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อแทรกแซงระบบตลาด แล้วประชาชนวิเคราะห์ได้ว่า ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่แค่เฉพาะกลุ่ม แต่จะกระจายต้นทุนไปให้ผู้คนอื่นอย่างทั่วถึง นั้นล่ะคือ เงินไม่มีเจ้าของ